วันศุกร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

การทำงาน(ความดี)แบบสัมบูรณ์ absolute

ใครที่เคยอ่านทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ จะมีคำว่า สัมบูรณ์ Absolute และสัมพัทธ์ Relative ในเชิงเปรียบเทียบกัน เช่น รถไฟ 2 ขบวนแล่นด้วยความเร็วเท่ากัน คนที่อยู่บนรถไฟทั้งสองขบวนจะรู้สึกว่าไม่ได้เคลื่อนไหว แต่ไม่เป็นสัมบูรณ์ แต่เพราะสัมพัทธ์กัน หรือขณะที่อยู่บนรถไฟที่จอดนิ่ง และมองไปที่รถไฟที่กำลังเคลื่อนที่ จะรู้สึกว่ารถไฟกำลังเคลื่อนที่เช่นกัน(จริงๆ จอดนิ่งอยู่) เพราะไปสัมพัทธ์กับขบวนที่เคลื่อนที่
ในชีวิตคนเราก็มีลักษณะคล้ายๆ แบบนี้หลายเรื่อง เช่น การมีทรัพย์สิน บางคนมีเป็นหมื่นล้านก็ยังบอกว่าไม่มากเพราะไปเทียบกันคนที่มีแสนล้าน แต่คนที่มีเพียง 5 ล้านเมื่อเทียบกับความจำเป็นที่จะต้องใช้ตลอดชีวิตก็บอกว่าพอแล้ว สังเกตุว่าหากเรานำไปเปรียบเทียบกับผู้อื่น ก็จะเป็นประเด็นที่เป็นข้อถกเถียง แต่หากเราเปรียบเทียบกับสิ่งอื่นๆ เช่น ความจำเป็น เวลา หรืออื่นๆ จะทำให้เราเข้าใจชีวิตมากขึิ้นและมีความสุข เหมือนกับที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสอนให้เรารู้จักคำว่าพอเพียง ผมคิดถึงตรงนี้แล้วรู้สึกถึงพระอัจฉริยะภาพของพระองค์เป็นอย่างมาก เพียงแต่พวกเราเข้าใจเพียงใด และนำมาเป็นหลักในการดำเนินชีวิตได้
ในการทำงานหรือทำความดีก็เช่นเดียวกัน หลายท่านคิดว่า เราทำงานอย่างตั้งใจในเวลาที่มาทำงานและลาพักไปทุกเดือนด้วยเหตุต่างๆ ก็ได้ผลงานมากกว่าหลายคนที่มาทำงานทุกวันแต่ประสิทธิภาพไม่ดีนัก เท่านี้ก็ดีกว่าแล้ว นี่ก็เป็นเชิงสัมพัทธ์ และไปเทียบกับบุคคล หากมีใครตำหนิก็จะรู้สึกว่าไม่ยุติธรรมหรือไม่เหมาะสม เพราะเปรียบเทียบกับคนที่มีผลงานน้อยกว่า แต่ไม่ได้พูดถึงคนที่มากกว่า(ที่อาจจะมีไม่มาก) และรู้สึกเป็นทุกข์ ท้อใจที่ไม่มีคนเข้าใจ ผมเลยอยากเชิญชวนพวกเราทำงาน(ความดี) โดยเปรียบเทียบกับเวลาที่เราควรจะให้และผลงานที่ส่งผลต่อองค์กรของพวกเรากันเอง อาจจะไม่เป็นสัมบูรณ์ แต่ไม่สัมพัทธ์กับผู้อื่น แต่ทำอย่างตั้งใจ ใส่ใจและเต็มใจ ให้บริการผู้ป่วยตามมาตรฐานบวกกับ 3 ใจ คือ เข้าใจ เห็นใจและใส่ใจ ในการทำงานแล้วชีวิตน่าจะมีความสุข พอเพียงที่ไม่เทียบกับใคร แต่ทำให้ดีที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งที่เกิดมาแล้วทำประโยชน์ให้กับองค์กร สังคม ประเทศชาติและต่อโลก ในช่วงระยะเวลาที่เหลืออยู่ของชีวิต

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น