วันเสาร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
โทรศัพท์มือถือ
มีการพูดถึงผลของโทรศัพท์มือถือที่มีผลต่อสมองถ้าใช้นาน ๆ แต่ก็ยังไม่มีใครที่มีข้อมูลยืนยันชัดเจน มีการพูดถึงโอกาสเกิดเนื้องอกในสมอง แต่ก็ยังไม่มีข้อมูลยืนยันชัดเจน มีการติดตามประเมินในระยะยาวในประเทศที่มีการใช้มือถือมากว่ามีการเกิดเนื้องอกมากขึ้นหรืดไม่ เร็วๆนี้มีการตีพิมพ์ผลการศึกษาผลของโทรศัพท์มือถือ โดยเปรียบเทียบผลที่มีต่อสมอง 2 ด้านที่มีโทรศัพท์ติดอยู่ข้างหู เป็นเวลา 50 นาที ข้างหนึ่งเปิดไว้ อีกข้างหนึ่งปิดไว้ แล้ววัดผลในสมองโดย PET scan. พบว่าในสมองข้างที่เปิดโทรศัพท์มีการใช้น้ำตาลกลูโคส มากกว่าอีกข้าง 7 %. ส่วนระยะยาวยังต้องติดตามต่อไป นี่เป็นข้อมูลที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนที่มีผลต่อสมองครั้งแรก
วันพุธที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
แนวทางการักษาไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ใหม่2009 ข้อมูลจากCDC18/1/54
ในอดีตการรักษาไข้หวัดใหญ่ มีการใช้ยาไม่มากและไม่มีข้อมูลหลักฐานที่ชัดเจนว่ายามีประโยชน์เพียงใด จากการระบาดของไข้หวัดใหญ่ในปี 2009 ที่ผ่านมา มีคำแนะนำในการรักษาโดยการใช้ยา(oseltamivia) โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่อาการหนักต้องนอนโรงพยาบาลหรือในกลุ่มเสี่ยง จากการติดตามข้อมูลพบว่ามีการใช้ยา80%. ของผู้ป่วยที่ต้องนอนโรงพยาบาล ทำให้ผู้ป่วยอาการดีขึ้น เข้าICU น้อยลง ใส่ท่อช่วยหายใจน้อยลงและตายน้อยลง มีการศึกษาในผู้ป่วยที่มีอาการน้อย พบว่าทำให้อาการสั้นลง 2 วัน และลดความรุนแรง จากข้อมูลดังกล่าวมีข้อแนะนำในการให้ยาดังนี้
1.กรณีที่ผู้ป่วยต้องนอนโรงพยาบาล
2.ผู้ป่วยที่อาการรุนแรงมีโรคแทรกซ้อน
3.ผู้ป่วยตั้งครรภ์และผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวทางอายุรกรรมเช่น โรคหัวใจ โรคปอด เป็นต้น
การให้ยาควรให้เร็วที่สุด โดยเฉพาะก่อน 48 ชั่วโมง อย่างไรก็ตามมีข้อมูลในคนท้องที่ให้ในวันที่ 4 ของโรคก็ยังมีประโยชน์ การให้ให้ทันทีที่สงสัยไม่ต้องรอผลตรวจยืนยัน (เลยไม่รู้ว่าส่งตรวจทำไม) การส่งตรวจเพื่อเป็นการยืนยันผลทางระบาดวิทยาว่ายังมีการระบาดหรือเป็นไข้หวัดใหญ่ประจำฤดูกาลไปแล้วมากกว่าที่จะนำมาใช้เพื่อการรักษา
ในอดีตการรักษาไข้หวัดใหญ่ มีการใช้ยาไม่มากและไม่มีข้อมูลหลักฐานที่ชัดเจนว่ายามีประโยชน์เพียงใด จากการระบาดของไข้หวัดใหญ่ในปี 2009 ที่ผ่านมา มีคำแนะนำในการรักษาโดยการใช้ยา(oseltamivia) โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่อาการหนักต้องนอนโรงพยาบาลหรือในกลุ่มเสี่ยง จากการติดตามข้อมูลพบว่ามีการใช้ยา80%. ของผู้ป่วยที่ต้องนอนโรงพยาบาล ทำให้ผู้ป่วยอาการดีขึ้น เข้าICU น้อยลง ใส่ท่อช่วยหายใจน้อยลงและตายน้อยลง มีการศึกษาในผู้ป่วยที่มีอาการน้อย พบว่าทำให้อาการสั้นลง 2 วัน และลดความรุนแรง จากข้อมูลดังกล่าวมีข้อแนะนำในการให้ยาดังนี้
1.กรณีที่ผู้ป่วยต้องนอนโรงพยาบาล
2.ผู้ป่วยที่อาการรุนแรงมีโรคแทรกซ้อน
3.ผู้ป่วยตั้งครรภ์และผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวทางอายุรกรรมเช่น โรคหัวใจ โรคปอด เป็นต้น
การให้ยาควรให้เร็วที่สุด โดยเฉพาะก่อน 48 ชั่วโมง อย่างไรก็ตามมีข้อมูลในคนท้องที่ให้ในวันที่ 4 ของโรคก็ยังมีประโยชน์ การให้ให้ทันทีที่สงสัยไม่ต้องรอผลตรวจยืนยัน (เลยไม่รู้ว่าส่งตรวจทำไม) การส่งตรวจเพื่อเป็นการยืนยันผลทางระบาดวิทยาว่ายังมีการระบาดหรือเป็นไข้หวัดใหญ่ประจำฤดูกาลไปแล้วมากกว่าที่จะนำมาใช้เพื่อการรักษา
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)